มองให้เห็นบวก

มองให้เห็นบวก

(ภาพจาก https://pixabay.com/en/baby-caucasian-child-daughter-20607/)

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีสองด้านเสมอ มีทั้งบวกและลบ แต่เรามักมองเห็นแต่ด้านลบที่ทำให้จิตใจของเราตกร่องอารมณ์
ด้วยความที่สังคมเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เราจึงพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต หลายครอบครัวคิดว่า การอยู่เป็นครอบครัวใหญ่สร้างปัญหาให้กับครอบครัวตัวเองบ่อย ๆ จึงตัดสินใจออกไปอยู่กันเองเป็นครอบครัวเดี่ยว สำหรับฉันนั้น การอยู่ในครอบครัวใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ดีงามอีกด้าน แต่กว่าจะคิดแบบนี้ได้ ก็เกือบที่จะเลือกการเป็นครอบครัวเดี่ยวเหมือนกัน

 

ฉันแต่งงานและย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านสามีซึ่งอยู่กันกับคุณย่า (แม่สามี)และพี่ชายซึ่งเป็นอัมพฤกษ์ แต่งงานไม่นาน ก็ตั้งครรภ์ ตอนที่ฉันมีลูกชายคนแรก ฉันพยายามที่จะใส่ใจกับเรื่องอาหารการกิน วินัย เพราะคิดว่า นั่นคือการสร้างลูกให้เติบโตให้เป็นคนที่ดี ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ตอนนั้นฉันมักมีปากเสียงกับคุณย่าที่บ้านเรื่องการดูแลลูก บ่อยครั้งที่ฉันกำลังเรียกลูกทานข้าว ฉันจะเห็นคุณย่าเอาขนมให้ลูกฉันกิน

“ทำไมย่าให้ขนมหลานค่ะ หลานกำลังจะกินข้าวแล้ว อย่างนี้ก็กินข้าวไม่ลงซิค่ะ”

พูดเสร็จก็หันไปหาลูกว่า “ยังไม่กินขนมนะลูก กินข้าวก่อน” ลูกรีบเอาขนมเข้าปากทันที

พอฉันทำกับข้าวเสร็จ เอาข้าวให้ลูก ลูกอยากดูทีวี คุณย่าก็บอกว่า “ดูทีวีไปกินไปก็ได้ลูก” เท่านั้นยังไม่พอ คุณย่าเริ่มเรียกแม่บ้านที่บ้านให้มาช่วยป้อนข้าวลูก ฉันก็เริ่มหงุดหงิด ทำไมย่าต้องให้ท้ายลูกฉัน ทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้

แม้นว่าฉันไม่โต้เถียงกับท่านมากนัก แต่ฉันรู้สึกได้ว่า คลื่นของความหงุดหงิดของฉันได้ส่งออกมาอย่างแน่นอน มันเป็นบรรยากาศของความมึนตึง ของความไม่เคารพและศรัทธา ที่ฉันส่งออกไปและมีผลต่อคนรอบข้าง ฉันทำให้ลูกคนโตไม่ค่อยรักและศรัทธาในตัวย่าเท่าไหร่ แม้ว่าเขาจะชอบขนมที่ย่าให้ แต่คลื่นที่ส่งออกไปทำให้เขาสงสัยว่า ย่ารักเขาจริงหรือไม่ ย่าหวังดีกับเขาหรือเปล่า ฉันทำให้ลูกตั้งคำถามกับความรักที่ได้รับ

 

แต่พอมีลูกคนที่สองได้ไม่นาน ฉันเริ่มเรียนรู้ชีวิตแห่งการมองบวก ได้ใช้ชีวิตที่เห็นถึงหัวใจมากกว่าใช้ชีวิตที่ความคิดเพียงด้านเดียว วันหนึ่งฉันถามตัวเองว่า คุณย่ามีดีอะไรบ้าง ฉันเริ่มเห็นว่า บ่อยครั้งที่ฉันกับสามีต้องไปทำธุระกันสองคน ก็มีคุณย่านี่แหละที่คอยดูลูก ๆ ของฉัน คุณย่าจำได้ว่า เจ้าหลานชายทั้งสองคนชอบกินอะไร ท่านจะชอบเอาใจหลาน ๆ เสมอ ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีธุระไปกันที่ไหน การทิ้งลูกไว้กับท่าน ฉันรู้สึกวางใจที่สุดแล้ว ในคำถามแบบนั้น ทำให้ฉันเปลี่ยนมุมมองของชีวิตและหันกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้มากขึ้น วันนั้นกลับบ้านไป คุณย่าเอาขนมให้กับเจ้าตัวเล็ก เจ้าตัวเล็กดีใจมากวิ่งมาให้แม่ดู สิ่งที่ฉันพูดกับลูกคือ

“แสดงว่าย่ารักลูกนะ ย่าถึงเตรียมขนมไว้ให้ลูก เพราะลูกน่ารักใช่มะ อือม์ แต่ขอให้กินข้าวก่อนนะ และค่อยกินขนมของย่า ดีไหมลูก?”

เขาวิ่งไปบอกกับคุณย่าว่า “ย่า กินข้าวก่อนนะ แล้วค่อยกินหนม”

คุณย่าเริ่มหันไปเรียกแม่บ้านมาป้อนข้าวหลานทั้งสองคน ฉันก็เงียบ ๆ ไว้ ไม่พูดอะไร พอเป็นแบบนั้นไปซักพักหนึ่ง สามีฉันจึงค่อยหาโอกาสคุยกับลูก ๆ ว่า

“พ่อว่า โตแล้วนะ ต้องป้อนข้าวอยู่ พ่อรู้สึกไม่ดีเลย”

เพียงเท่านี้ เจ้าตัวโตเริ่มกินข้าวเอง เจ้าตัวเล็กอาจมีระยะหนึ่งที่ยังคงต้องป้อนอยู่ แต่ก็ค่อย ๆ ห่างและเลิกราไป

การใช้ชีวิตทั้งสองด้านกับลูกสองคนนั้น ฉันได้สร้างบางสิ่งบางอย่างไว้กับลูกทั้งสอง ฉันสังเกตได้ชัดเจนถึงผลของการใช้ชีวิตทั้งสองด้านจากการที่วันหนึ่ง พวกเราพ่อแม่ลูกเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกันหลายวัน เวลาที่กลับไปถึงบ้านนั้น ฉันเห็นลูกคนโตเดินไปแง้มประตูห้องคุณย่าเพื่อทักทาย ลูกคนโตสวัสดีอย่างเรียบร้อย แต่ก็เห็นท่าทีแค่นั้น ซึ่งก็รู้สึกพอใจกับท่าทีนั้นแล้ว เพียงแค่ฉันไม่ได้สัมผัสถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน แต่พอเจ้าตัวเล็กหลังจากหายงัวเงีย เขาค่อย ๆ แง้มประตูและทำท่าย่องเบา ๆ เข้าไปจ๊ะเอ๋คุณย่าให้ตกใจ คุณย่าเองก็จะทำท่าตกใจ และขอหอมผมหอมแก้มของเจ้าตัวเล็ก ดูเป็นภาพที่แตกต่างกัน ฉันรู้สึกถึงสิ่งที่สัมผัสได้คือ เจ้าตัวเล็กไม่มีความสงสัยในความรัก เขาได้ใช้ชีวิตที่มองบวกกับผู้คนรอบข้าง และส่งผ่านไปสู่ผู้คนด้วยความเบิกบาน เขาดูกลมกลืนกับชีวิตที่ได้ใช้กับผู้ใหญ่มาก

 

เมื่อเราเป็นพ่อแม่ การใช้ชีวิตของเราจะเป็นภาพที่ลูกได้เห็นได้ซึมซับ ยามที่เราเห็นบวก สิ่งที่งดงามก็คือ เราเริ่มต้นความสุขที่ตัวเรา เราได้รับ ได้อิ่มเอมซึมซับก่อน และลูกได้รับสิ่งเหล่านั้นจากสิ่งที่เราเป็น เราอยากได้บ้านแบบไหน บ้านที่เห็นคุณค่ากันและกัน หรือบ้านที่สงสัยในความรัก ความรักย่อมเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน ฉันผ่านสิ่งเหล่านี้มาพอควร และสิ่งที่ทำต่อไปก็คือ ทำชีวิตที่เห็นบวกให้เป็นอัตโนมัติแห่งรักให้มากขึ้น  ความขัดแย้งมักเกิดจากการที่เราอยากให้ผู้คนคิดและทำเหมือนเรา แต่ความแตกต่างต่างหากที่ทำให้โลกใบนี้งดงาม นั่นคือสิ่งที่เราควรฝึกตัวเราเองก่อน แล้วให้สิ่งนี้ผ่านไปสู่ลูก ๆ ของเรา 

 

ครูณา มูลนิพื้นที่ปัญญ์รัก