เด็ก คือเมล็ดพันธ์

เด็ก คือเมล็ดพันธ์

(ภาพจากhttps://pixabay.com/en/girl-teddy-bear-snuggle-cute-kids-797837/)

ในระหว่างที่ฉันกำลังจัดกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ลูกอยู่  ช่วงพักกลางวันลุงคนสวนสอยลูกมะพร้าวและเชิญชวนผู้เข้าร่วมชิม พวกเรานั่งล้อมวงบนพื้นหญ้า คนสวนค่อย ๆ เฉาะมะพร้าวแต่ละลูกยื่นให้พวกเราทีละคน เนื้อมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวหอมและหวาน ลิ้มรสถึงความสดที่ทำให้เราได้พลังความสดชื่นขึ้นมาทันที ฉันเริ่มคิดอยากจะปลูกต้นมะพร้าวไว้ที่บ้านบ้าง แต่ก็มีคนติงว่า บางทีปลูกที่อื่นก็ไม่หวาน เพราะมันขึ้นอยู่กับสภาพดินและปริมาณน้ำในดิน นั่นแสดงว่า ต้นไม้แต่ละต้นจะงอกงามได้ดีหรือไม่คงไม่ใช่เพราะมันเกิดมาเป็นต้นอะไร แต่เป็นเพราะมันเกิดที่ไหนและถูกดูแลอย่างไรมากกว่า

 

หากใครเคยปลูกต้นไม้ คงเข้าใจ เวลาที่เราปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งในกระถาง เราต้องคอยสังเกตว่า เขาชอบน้ำแค่ไหน วางไว้ตรงนี้แดดแรงเกินไปหรือไม่ ลมพัดมาแรง ๆ เขาเป็นอย่างไร หากที่ที่วางดูท่าจะไม่เหมาะ เราก็ต้องย้ายกระถางไปไว้ที่ใหม่ หาที่ที่เหมาะสมให้กับเขา ปรับปริมาณการรดน้ำ หมั่นพรวนดิน จนกว่าจะพบที่ที่เหมาะ จึงปล่อยกระถางให้อยู่ตรงนั้นและดูแลอย่างพอดิบพอดี

 

แต่ถ้าเราทำในทางตรงข้าม เราปลูกต้นไม้นั้น แต่ไม่สนใจว่าแดดจะเป็นอย่างไร น้ำแค่ไหน ปล่อยปละละเลย  ต้นไม้นั้นก็เป็นไปตามมีตามเกิด เขาก็คงเติบโตมาแบบแกร็น ๆ ออกดอกไม่ดี ไม่งาม ใบแห้งโรย หากเป็นไม้ผล เมื่อเขาโต ผลก็คงไม่ดก เนื้อหรือน้ำไม่หวาน คนปลูกก็ได้รับผลตามวิถีที่ต้นไม้นั้นได้รับนั่นเอง

 

แล้วลูกของเราเล่า....

 

เด็กก็คือเมล็ดพันธุ์ชนิดหนึ่งมิใช่หรือ

เด็กคือเมล็ดพันธุ์ที่เกิดมาพร้อมกับศักยภาพของตน ศักยภาพที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่สามารถงอกงามเขียวชอุ่ม ให้พืชผลที่มีคุณค่า ให้ความชุ่มชื้นได้อย่างงดงามหากได้ถูกปลูกในดินและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต พ่อแม่เปรียบเสมือนดินและสภาพแวดล้อม เราน่าจะลองถามตัวเองว่า เราคิดว่า เราเป็นดินเป็นสภาพแวดล้อมเช่นไรสำหรับลูก เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้น หรือเป็นดินทรายที่แห้งแล้ง และปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ พ่อแม่ไม่ค่อยรู้หรอกว่า ลูกเป็นเมล็ดพันธุ์ประเภทใด เพราะพ่อแม่มักจะมีภาพของต้นไม้ที่ปรารถนาเอาไว้ในใจก่อนแล้ว

 

หากเราได้เมล็ดพันธุ์หนึ่งมาโดยเราไม่รู้ว่าเขาคือต้นอะไร เมื่อปลูก เราคิดแต่เพียงว่า “ฉันอยากให้เธอโตมาเป็นแตงโมนะเพราะฉันชอบ หวานดี” พอใบอ่อนแตกออกมา เราก็เริ่มเห็นแล้วว่าต้นอ่อนนั้นพยายามบอกกับเราว่า “ฉันเป็นฟักทองนะ” เราจะบอกกับต้นไม้ว่า “ไม่ได้นะ เธอจะเป็นฟักทองไม่ได้ ฉันไม่ชอบเลย ไม่อร่อย เธอต้องเป็นแตงโมเท่านั้น” ได้หรือไม่ 

 

ทุกวันนี้สังคมหล่อหลอมการเห็นคุณค่าของเด็กทางด้านวิชาการมากเกินไป พ่อแม่มักอยากให้ลูกเก่งเลข เก่งภาษา เร่งรัดการเรียนตั้งแต่เขายังตัวน้อย ๆ และเห็นว่า การวาดรูป การเล่นละคร การทำงานศิลปะ การเล่นต่าง ๆ ของเด็กเป็นเรื่องไร้สาระ เมื่อเด็กคนหนึ่งสามารถนั่งวาดภาพได้นับชั่วโมงเกิดมีปัญหาด้านคณิตศาสตร์ พ่อแม่มักรีบหันกลับมาดูแลโดยบังคับให้เขาเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น รู้สึกไม่พอใจที่เขาวาดภาพมากเกินไป เมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มสูญเสียความเป็นศิลปินไป เหมือนกับเราชื่นชอบแตงโม แต่เห็นว่าเขาเป็นฟักทอง กลับไม่ยอมรับ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเปลี่ยนเป็นแตงโม เลี้ยงดูแบบแตงโม สุดท้าย ต้นฟักทองก็เหี่ยวเฉาไม่ออกลูก ไม่เติบโตอย่างงอกงามเต็มศักยภาพที่เขามี 

 

มีผู้หนึ่งเล่านิทานลูกสัตว์ให้ฟังว่า วันเปิดเรียนวันแรก ครูได้ทดสอบเด็ก ๆ ที่มาเข้าเรียนพบว่า ลูกเป็ดว่ายน้ำเก่งแต่ปีนต้นไม้แย่มาก ลูกม้าวิ่งเก่งแต่กลับบินไม่เก่งเลย ลูกนกบินได้ดีแต่กลับกลัวน้ำ ครูจึงมองเห็นว่า เจ้าลูกเป็ดควรจะต้องฝึกการปีนต้นไม้ให้เก่ง ๆ ลูกนกต้องหัดให้กล้าว่ายน้ำมากขึ้นและลูกม้าไปหัดบินเสีย เวลาผ่านไป ลูกเป็ดฝึกปีนต้นไม้จนกระทั่งตีนของมันฉีกขาด ลูกนกมีปีกที่อ่อนแรงเนื่องจากปีกของมันต้องเปียกน้ำอยู่ตลอดเวลาจากการฝึกว่ายน้ำและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบินไม่แข็งแรงดังเดิม ลูกม้าหัดบินแต่ตกลงมากีบของมันกระแทกพื้นจนกีบเป็นแผลเน่าเปื่อย ผลปรากฏว่า เด็ก ๆ ทั้งสามคนไม่สามารถทำสิ่งที่ฝึกฝนได้ดีและยังสูญเสียความสามารถดั่งเดิมที่ตนมีอยู่ไปเกือบหมดสิ้นจากการบาดเจ็บและไม่มีกำลังใจเอาเสียเลย

 

นิทานเรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่เป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว พ่อเป็นคนทำลูกชิ้นเอง ขายดีมากในยุคนั้น เขามีลูกสี่คน เมื่อลูก ๆ อายุได้ประมาณหกขวบ ลูก ๆ สนใจที่จะช่วยเหลืองานก๋วยเตี๋ยวมาก เขารู้สึกสนุกที่เห็นพ่อแม่ทำรู้สึกอยากช่วยอยากทำ แต่พ่อแม่เห็นว่าอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวเป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อย ไม่ดี ไม่น่ายกย่อง จึงไม่ยอมให้ลูก ๆ เข้ามายุ่ง บอกให้เรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว เขาพยายามสอนลูกให้เรียนหนังสือเก่ง ๆ โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ได้ทำงานในฐานะทางสังคมที่ดีกว่า ลูก ๆ ก็ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเพราะคนแรกเป็นแพทย์ คนที่สองและคนสุดท้องเป็นวิศวกร คนที่สามเป็นเภสัช แต่หลังจากจบการศึกษาลูก ๆ ต่างทำงานได้ระยะหนึ่งผลปรากฏว่า ลูกคนแรกที่เป็นแพทย์ยังคงเป็นแพทย์ต่อ แต่ที่เหลืออีกสามคนไม่อยากมีอาชีพที่ตนเรียนจบมา ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน จึงตัดสินใจลาออกมาทั้งสามคน คิดว่าจะมาทำธุรกิจอะไรซักอย่างกันเอง คิดไปคิดมาก็พบว่า สิ่งที่อยากเป็นกันมากคือ มีร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างที่พ่อทำมา แต่พ่อได้เสียชีวิตไปแล้ว จึงไม่มีใครบอกสูตรการทำลูกชิ้นได้ ทั้งสามคนช่วยกันเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวไป ค้นหาและปรับปรุงสูตรไปเรื่อย ๆ ท้ายสุดหลังจากนั้นประมาณสองปีก็ต้องเลิกกิจการเพราะไม่สามารถทำให้อร่อยเหมือนรุ่นพ่อทำ คนจึงไม่ค่อยติด น่าเสียดายที่พ่อแม่คู่นี้ได้เมล็ดพันธุ์ถึงสามเมล็ดที่เป็นเมล็ดพันธุ์เดียวกับที่เขาเป็นซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะเป็นดินเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีที่จะทำให้ลูกงอกงามในวิถีของคนขายก๋วยเตี๋ยวที่มีความสุข แต่เขาติดกับเสียงของสังคมที่คิดว่า อาชีพแพทย์ เภสัช วิศวกรจะมีฐานะทางสังคมที่สูงกว่า กระนั้นเมื่อลูกไม่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะเติบโตมาเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่สามารถทำได้อย่างมีพลังและมีความสุขได้ 

 

พ่อแม่ไม่สามารถเปลี่ยนชนิดของเมล็ดพันธุ์ของลูกได้ ทำได้เพียงแต่เป็นดินเป็นสิ่งแวดล้อมคอยหล่อเลี้ยงอุ้มชูให้เขาได้เติบโตอย่างที่เขาเกิดมาเพื่อที่จะเป็น หากเราให้โอกาส เฝ้าดู เชื่อใจกับเสียงที่ลูกคอยบอก เห็นรอยยิ้มเมื่อเขาทำบางสิ่งบางอย่าง เห็นความดื่มด่ำจากสิ่งที่เขาเล่นเช่น ปั้นดินน้ำมัน ตีปิงปอง ต่อเลโก้เป็นต้น เราจะเห็นต้นอ่อน ๆ ของเขาว่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์อะไร สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ต้องเปิดใจและเชื่อกับสัมผัสของตนเอง หากคุณพบและหล่อเลี้ยงเขาได้ คุณก็จะได้ลิ้มรสดั่งที่ฉันได้ดื่มน้ำมะพร้าวอันแสนหอมหวาน และรับประกันได้ว่า มีความสุข อิ่มเอมใจกว่าการได้ดื่มมะพร้าวมากนักอย่างเปรียบมิได้ทีเดียว

 

หล่อเลี้ยงให้เขาเติบโตอย่างที่เขาเกิดมาเพื่อเป็น

 

ครูณา มูลนิธิพื้นที่ปัญญ์รัก