ความหวังของกระบวนกรคนหนึ่ง

ความหวังของกระบวนกรคนหนึ่ง


ความหวังของกระบวนกรคนหนึ่ง

เมื่อตอนที่ฉันเขียนบทความนี้ใกล้จะเสร็จ  ฉันได้ขอให้สามีของฉันช่วยอ่าน พอเขาอ่านเสร็จ เขาเอ่ยบอกกับฉันว่า  ไม่เขียนต่ออีกหน่อยหรือ  บอกเล่าว่าฉันทำโรงเรียนพ่อแม่ลูกเพื่อหวังอะไรในอนาคต  เขาทำให้ฉันหันกลับมาถามคำถามนี้กับตัวเอง จริงสินะ  พวกเรากระบวนกรทำโรงเรียนพ่อแม่ลูกเพื่อหวังสิ่งใด  ความหวังของกระบวนกรแต่ละท่านคงไม่เหมือนกันทีเดียว  แต่ก็คงหนีไม่พ้นจากความหวังด้านบวกที่มีต่อสังคม  ความหวังด้านจิตวิวัฒน์ที่มีต่อครอบครัว และความหวังนี้สำหรับฉัน  จำเป็นที่จะต้องทำให้ชัดเจน เพราะเราเชื่อกันว่า  หากเรามีความปราถนาใดแล้ว เรามองให้ชัดแจ้ง ความปราถนานั้นจะเป็นจริงได้ 

ฉันทำงานกระบวนกรโดยมุ่งเน้นเรื่องครอบครัว เรื่องเด็ก  ด้วยความปราถนาที่จะมองเห็นความผาสุกเกิดขึ้นถ้วนหน้ากับทุกครอบครัว   ปราถนาที่จะเห็นเด็กๆวิ่งเล่นกันในชุมชนอย่างเบิกบาน แจ่มใส  ไม่มีโลกแห่งความคาดหวังของผู้ใหญ่ล้อมรอบกะเกณฑ์พวกเขาเฉกเช่นทุกวันนี้ ฉันปราถนาที่จะเห็นเด็กๆตื่นรู้  นัยน์ตาลุกโพลงที่จะฟังนิทานที่สานจินตนาการ  ไม่ใช่ยืนอ่านหนังสือภาษาไทยให้ผ่านแต่ละหน้าเพื่อให้ได้ลายเซ็นของคุณครู เล่นกิจกรรมด้วยความครื้นเครง  ไม่ใช่ทำกิจกรรมเพื่อให้มีงานส่งครูผ่านพ้นไปวันๆ   ทำงานศิลปะสร้างสรรค์อย่างไม่มีขอบเขตไม่ใช่ลอกแบบศิลปะกัน  เพราะกลัวจะทำได้ไม่สวยงามเหมือนผู้อื่น เล่นกีฬาด้วยความสนุก  ไม่ใช่ใช่ซ้อมกีฬาเพื่อมุ่งแข่งขันแพ้ชนะกัน 

ฉันปราถนาที่จะเห็นครอบครัวอยู่ร่วมกัน เห็นอกเห็นใจกัน พูดจากันอ่อนหวาน  ไม่ต้องรีบเร่งทำงานเพื่อหาเงินและเข้าสู่ลัทธิบริโภคนิยม  ฉันเชื่อว่าเมื่อครอบครัวอยู่ร่วมกันได้ดี  สุดท้ายชุมชนเล็กๆแต่ละแห่งก็จะกลับไปมีเสียงหัวเราะของเด็ก  มีหนุ่มสาวอยู่ร่วมกันช่วยสร้างสรรค์ มีผู้ใหญ่ที่นำพาชุมชนสู่ความตื่นตัว  มีปู่ย่าตายายคอยนั่งทำของเล่นให้กับเด็กๆ  มีวงน้ำชาประจำชุมชนที่ร่วมกันพูดคุย ร่วมกันคิด  ร่วมกันส่งทอดภูมิปัญญาต่อไปให้คนรุ่นหลัง 

ความฝันของฉันคงใหญ่มากเมื่อเทียบกับงานเล็กๆที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้  และฉันก็ค่อยๆพาตัวเองเดินทาง และเดินทาง  ยาวนานเกือบ8ปีแล้วในเส้นทางนี้  ฉันจึงได้ตัดสินใจกับเพื่อนกัลยาณมิตรของฉันก่อตั้ง ‘มูลนิธิพื้นที่ปัญญ์รัก’  ขึ้นในปี2557นี้  เพื่อเป็นพื้นที่ที่ฉันและกัลยาณมิตรจะร่วมกันดูแลสังคมตามกำลังของพวกเรา

‘เราอยากสร้างพื้นที่ที่แบ่งปันปัญญาแห่งรักให้กับผู้’ 

นี่แหละเรื่องราวของสุนทรียสนทนากับโรงเรียนพ่อแม่ลูก ที่ฉันคิดว่า  มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะนำพาผู้คนในครอบครัวของเราออกไปจากวงเวียนทุกข์ในปัจจุบัน  เพื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ที่ทุกคนในสังคมพูดคุยกันอย่างสุนทรีย์
(คัดลอกมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือ ‘ผลัดใบชีวิต’ โดย ครูณา ‘อังคณา  มาศรังสรรค์’)